การเผชิญหน้ากับลูกวัย 9 ขวบ

รูบิคอน การข้ามแม่น้ำที่ไม่อาจหวนคืน

รูบิคอน คือ แม่น้ำที่ขั้นระหว่าง Gaul และอิตาลี ในช่วงเวลาที่จูเลียส ซีซาร์ เป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ รบที่ใด ก็ชนะ เขาได้กุมกองทัพที่ใหญ่มากอยู่ที่เมือง Gaul และด้วยความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ของกองทัพของเขา ทำให้รัฐสภา ในกรุงโรมหวาดหวั่นต่ออำนาจของซีซาร์ จึงได้มีแผนการจัดการตัดทอนอำนาจของซีซาร์ โดยได้มีคำสั่งให้ซีซาร์ ปลดกองทัพ และเดินทางกลับเข้ากรุงโรมเพื่อมารับโทษในข้อหาที่ได้ทำสงครามกับดินแดนหนึ่ง โดยที่ไม่ได้ผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภา ซีซาร์ตัดสินใจเดินทางกลับมาพักอีกที่ฝั่งแม่น้ำรูบิคอน ซึ่งเป็นพรมแดน หากซีซาร์ตัดสินใจ ข้ามแม่น้ำรูบิคอนไปพร้อมกองทัพ ก็เท่ากับว่าตนได้ตัดสินใจที่จะก่อการกบฎขัดคำสั่งของรัฐสภา แต่หากไม่ข้าม ตนก็จะไม่สามารถกลับบ้านได้ตลอดไป และถ้าตัดสินใจข้ามไปโดยไม่มีกองทัพก็เท่ากับการตัดสินใจไปรับโทษ ประหารในโรม ในการตัดสินใจนี้เป็น การตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่จะต้องใช้ความกล้าหาญและหนักแน่นมาก เพราะเมื่อข้ามไปแล้วจะไม่สามารถหันหลังกลับมาได้

เหตุการณ์นี้เป็นต้นกำเนิดของสํานวนที่ว่า “Cross the Rubicon” ซึ่งให้ความหมายเหมือน กับ อีกหนึ่งสํานวนที่นิยม ใช้ในปัจจุบันว่า “The point of no return” คือ สถานการณ์ได้ล่วงเลยมาจนถึงจุดที่ไม่ อาจจะหันกลับได้แล้ว และไม่ว่าผลที่ตามมาของอีกฟากฝั่งจะเป็นเช่นใด เราย่อมต้องยอมรับ และเผชิญหน้ากับมัน ในโรงเรียนวอลดอร์ฟ ครูต้องเลื่อนชั้นสอนตามเด็กห้องเดิมไปเรื่อย ๆ จนเขาจบชั้นประถมฯ การที่ตัวครูได้ร่วมเติบโตมากับเด็ก ๆ ในช่วง 2 ปีแรก คือ ป.1 มาถึง ป.2 ถือเป็นเรื่องที่สนุกและน่ารักมาก การสอนก็จะเป็นไปในรูปแบบกึ่งฝันกึ่งตื่น เรื่องที่เล่า ที่สอนก็จะร้อยเรียงมาจากเรื่องราวของเทพนิยายต่าง ๆ เด็กจะรู้สึกเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับเรื่องเล่าเหล่านั้นมาก จำได้ว่าตอนเล่าเรื่องน็อตนาตี้ปราบมังกร หลังจากเล่าจบ เด็ก ๆ ทั้งห้อง ก็ได้กลายเป็นเจ้าเด็กปราบมังกรกันไป จนหมดห้อง (เพียงแค่ว่าคนไหนจะเลือกเป็นตอนฉากไหน) ทุกอย่างดูเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเขาไปหมด โลกเป็นฉัน ฉันเป็นโลก ครูพูด หรือทำอะไร ก็ดีงาม สวยงาม ถูกต้อง รักครู ครูเป็นผู้ชี้นำ ชี้ทางได้ทุกอย่าง ครูคือผู้กุม ความทรงสิทธิ์ในทุกเรื่อง

แต่ภาพฝันสวยงามนั้นดูจะเริ่มจางลงในตอนที่เด็ก ๆ เข้าสู่วัย 9 ขวบ หรือ ตอนเข้ามาอยู่ในชั้น ป.3 โลกกลม ๆ ก็เริ่มมีรอยปริให้เด็ก ๆ ได้แหวกมันออกมา และทันทีที่เขาออกมานั้นเอง มันคือการตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง ว่า โอ้ ฉันมีอยู่ ฉันยืนอยู่ในโลกแล้ว ฉันมีตัวตน จากในวัย ป.1 ที่เคยรู้สึกว่า ฉันเป็นของเธอ เธอเป็นของฉัน วันนี้พวกเขา กลับถามว่า “ฉันเป็นฉัน เธอเป็นใคร” มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจพวกเขา สิ่งเหล่านั้นเป็นภาวะของการตื่นขึ้น ของดวงจิตที่เคยนอนหลับฝันอยู่ในร่างกาย จากการที่เคยรู้สึกราวอยู่ในสรวงสวรรค์ อยู่ในความกลมกลืนกับ ทุกสรรพสิ่ง บัดนี้เขาได้ตื่นขึ้นมารับรู้ถึงการมีตัวตนดำรงอยู่ในโลกใบนี้ เหมือนเป็นการย้ายบ้านจากสรวงสวรรค์ มาอยู่ยังร่างกายของตน เราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่าการข้ามแม่น้ำรูบิคอน เนื่องจากมันมีความยากลำบาก หลายประการเกิดขึ้นในช่วงวัยนี้

 

ในเช้าวันหนึ่งเมื่อลูกของเราตื่นขึ้นมา พวกเขาเดินผ่านประตูห้อง แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่า ลูกของคุณหยุดชะงัก อยู่ที่หน้าประตู และหันมาบอกกับคุณว่า “แม่ ประตูบ้านเราโค้งมน และสูงจัง” ทั้ง ๆ ที่ เขาเดินผ่านประตูนี้มา ตั้งแต่เกิดราวกับว่าเขาไม่เคยมองเห็นมัน ในโรงเรียนอาจมีเด็กคนหนึ่งยกมือถามว่า “ครูคะ ทำไมครูชอบใส่ กระโปรงยาวสีแดงคะ” ส่วนอีกคน กลับบ้านไป แม่บอกให้ทำงาน กลับ ถามแม่กลับไปว่า “แม่เป็นใครถึงมาสั่งผม” นอกจากนี้ เด็ก ๆ หลายคน ยังเกิดภาวะหวาดกลัว ฝันร้าย กลัวแม่ตาย กลัวความมืด กลัวผี กลัวอยู่คนเดียว จำได้ว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งเรียนอยู่ จู่ ๆ เธอก็ ร้องไห้ และบอกว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ ส่วนอีกคน วันหนึ่ง เธอก็เดินมาถามว่า “ครูคะ แม่หนูจะตายมั้ยคะ” หรือวันหนึ่งเด็ก ๆ ก็บอกกับครูรายวิชาว่า ครูประจำชั้นของเขา ลำเอียง ทำท่าทางเกรี้ยวกราดใส่ครูคนที่เขาเคยรักและเชื่อฟังมาก และบางทีเราก็จะพบเจอ จดหมายที่เด็ก ๆ เขียนลาเพื่อที่จะหนีออกจากบ้าน สำหรับตัวฉันเอง เมื่ออยู่ในวัย 9 ขวบ ฉันจำได้ว่า วันหนึ่งฉันวิ่งเล่นน้ำฝนกับเพื่อน ๆ ซึ่งฉันก็เล่นอย่างนี้มาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ แต่สำหรับวันนั้น มันต่างจากวันอื่น ๆ ในขณะที่ฉันวิ่งข้ามถนน เพื่อจะไปเล่น น้ำฝน จู่ ๆ ฉันก็หยุดชะงัก หันไปมองรอบ ๆ และเห็นว่ามีบ้านคนอยู่มากมาย และเมื่อฉันก้มมองลงมาที่ร่างกายของฉัน ทันใดนั้นเองฉันก็ต้องตกใจมาก ที่ร่างกายของฉันเปลือยเปล่า ฉันแก้ผ้าเล่นน้ำฝน!!!! ในวันนั้น ฉันรู้สึกตกใจ และอายมาก ภาพในชีวิตของฉันในวันนั้น เป็นภาพเดียวกับ เรื่องเล่าของ อาดัมกับอีฟ เมื่อพวกเขากินผลไม้แห่ง ปัญญาญาณเข้าไป พวกเขาก็ตระหนักถึงการมีอยู่ของตัวตนที่แยกออกจากสิ่งอื่น ๆ ในวันนั้นพวกเขารู้สึกอาย กับร่างกายอันเปลือยเปล่า เช่นเดียวกับที่ฉันรู้สึก หลังจากที่อีฟและอาดัมตระหนักรู้ถึงตนเองเช่นนั้นแล้ว พวกเขา ก็ถูกขับให้ลงมาจากสวนสวรรค์ มาอยู่ในโลกมนุษย์ และต้องเผชิญกับสัตว์ต่าง ๆ สภาพอากาศ และสถานที่ ที่ไม่คุ้นชิน สภาวะภายใน จึงเกิดความว้าเหว่ กังวล หวาดกลัวกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ตนไม่คุ้นเคย เหมือนการลงมาจุติใหม่ ในที่ที่แปลกไป

ในช่วงวัย 9 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ดวงจิตของเด็ก ได้ลงมาจุติบนโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์เต็มตัว สภาวะสำนึกของเขา อยู่บนผืนโลกที่เป็นจริง สภาวะสำนึกแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น ระหว่างโลกนี้และโลกแห่งจิตวิญญาณ บัดนี้ได้ตื่นมาอยู่ ในโลกวัตถุธาตุอย่างเต็มตัว ที่เคยเชื่อ ที่เคยชอบเรื่องเล่าของเทพนิยายต่าง ๆ พวกเขากลับเริ่มมีคำถามถึงการมีอยู่ จริงของ แม่มด เจ้าหญิงเจ้าชายในเรื่องเหล่านั้นว่า มีอยู่จริงหรือ? พวกเขาเริ่มรู้สึกแปลกแยกจากโลกที่เขาคิดฝัน รู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวตน ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มากสำหรับพวกเขา เด็กจึงเกิดภาวะหวาดกลัว เหมือนเพิ่งตก ลงมาจากสรวงสวรรค์ ซึ่งความหวาดกลัวส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวกับการจากพราก เช่น กลัวพ่อแม่ตาย กลัวการอยู่คนเดียว ขาดความมั่นคง รู้สึกโดดเดี่ยว พร้อมกันนั้นเด็กยังต้องการที่ยืนบนผืนโลก จึงต้องแสดงตัว ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้คนรอบข้างเห็นว่าเขามีอยู่ เขายืนอยู่ตรงนี้ พฤติกรรมบางของเด็กในช่วงนี้ จึงอาจดูขัดหูขัดตา ผู้ใหญ่ไปบ้าง นอกจากภาวะทางอารมณ์และความคิดของเด็กจะเปลี่ยนแล้ว ภาวะด้านร่างกายก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน เด็กจะมีแขนขาที่ยาวขึ้น ช่วงนี้เราจะได้ยินเสียงจานตกแตกบ่อย เพราะเด็ก ๆ ยังไม่คุ้นชินกับร่างกายที่มีสัดส่วน สูง ยาว ที่เพิ่มขึ้นมา ช่วงนี้การทำงานของเด็กจะเฉื่อยชา ยืดยาด เราคงต้องใจเย็น ๆ และให้เวลาเขาได้ปรับตัว เราอาจจะเห็นว่าเด็กมีความขี้เกียจมากขึ้น นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาต้องใช้พลังงานในการสร้างแขนสร้างขาไป เป็นจำนวนมาก ทำให้เขาเหนื่อยล้าอ่อนแรง

ในช่วงนี้เด็กอาจจะมีไข้ มีปวดหัว ปวดท้อง ไม่สบายตัว อยู่บ่อย ๆ ทั้งนี้เพราะระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มปรับตัว น้ำตาลในเลือดก็จะเปลี่ยน การเต้นของหัวใจก็จะเปลี่ยน ทั้งสองสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปเท่ากับที่ผู้ใหญ่ปกติเป็นกัน การเกิดภาวะเจ็บป่วยบ้างจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็ก 9 ขวบ แต่ เราก็ต้องคอยสังเกตให้ดีว่า อาจจะมีการเจ็บป่วย หรือโรคอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเขา ในช่วงนี้เราจึงยังต้องคอยดูแลสังเกตเขาให้ดี แล้ววัยนี้ จะส่งผลอะไรในอนาคตบ้าง หากเราดูแลเขาไม่ดีพอ อยากให้เราลองคิดถึงว่าถ้าเราต้องย้ายบ้านไปอยู่ในพื้นที่ ที่เราไม่เคยรู้จัก เราคงจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงภายใน การคาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราต้องการก็คือ การมีใครสักคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ ถามไถ่ รับฟัง นำพาให้เราเห็นว่าที่นั้นปลอดภัย สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ เราอาจจะช่วย นำพาเขาหยิบจับ สิ่งต่าง ๆ ทำงานเพื่อให้เขาได้ตระหนักถึงการมีอยู่จริงของสิ่งต่าง ๆ พาเขาไปสัมผัสพื้นดิน ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน หุงหาอาหาร ให้เขาได้มองเห็นได้สัมผัส ได้กลิ่นรสของอาหาร และสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้รับความอบอุ่นทั้งทางกายภาพ และจิตใจ สร้างขอบเขตที่ชัดเจนอะไรต้องทำ อะไรไม่ควรทำ กินนอนเป็นเวลา หากเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ดี ลูกของเราก็จะโตมาอย่างมั่นคง ไว้วางใจต่อโลก ไม่วิตกกังวล ไม่หวาดกลัว ไม่ขี้ระแวง เชื่อมั่นในตัวเองและผู้อื่น

ที่เล่ามาทั้งหมดเพียงอยากจะให้พวกเราพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กในช่วงนี้ ไม่โกรธ และไม่รำคาญเขา จนเกินกว่าเหตุ ยอมรับในการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ยอมจำนนให้เขาชี้นำเรา โอบกอดเขาบ้างในยามที่เขารู้สึก ไม่มั่นคงและหวาดกลัว คอยช่วย คอยผลักให้เขาทำงานในหน้าที่รับผิดชอบให้แล้วเสร็จ ช่วยตบๆ ลูบๆ แล้วเวลาช่วงนี้ก็จะผ่านไปด้วยดี สิ่งสำคัญที่สุด ที่พวกเขาต้องการ คือ ความอบอุ่นจากครอบครัว